The Leader Insight สภาลมหายใจลุ่มน้ำโขง: สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง

ที่มา https://youtu.be/p2JZ_hRbndE
รายการ The Leader Insight สภาลมหายใจลุ่มน้ำโขง: สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง วันพฤหัสบดีที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๙ เวลา ๐๙.๓๐-๑๐.๓๐ น.โดย วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพดำเนินรายการโดย จิระ ห้องสำเริง ฟังทางวิทยุ ร.ด.F.M.๙๖.๐ และ ออนไลน์ที่ www.zaabnews.com
Facebook @zaabnewsRadio
Youtube: www.youtube.com/@LeaderView />ชมย้อนหลังที่ www.SmeMedia.Com
ที่มา https://youtu.be/p2JZ_hRbndE
สภาลมหายใจลุ่มน้ำโขง ก่อตั้งขึ้นเพื่อรับมือปัญหาฝุ่นควันและมลพิษทางอากาศข้ามพรมแดนในภูมิภาค GMS (จีน เมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม) โดยมีอาจารย์วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพฯ เป็นผู้นำ การใช้ชื่อ GMS มีจุดประสงค์เพื่อการรับรู้ในระดับสากล เนื่องจากทั้ง 6 ชาติล้วนประสบปัญหาการเผาป่าและรับผลกระทบจากทิศทางลมที่คล้ายคลึงกัน
จุดเริ่มต้นของสภาฯ นี้มาจากการลงนาม MOU ในเดือนมกราคม โดยผู้แทนภาคประชาสังคมจากไทย (สภาลมหายใจกรุงเทพฯ ภาคเหนือ ภาคอีสาน) สปป.ลาว (จากหลวงพระบาง ม.สุภานุวงศ์) และกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในเมียนมา ที่เห็นความสำคัญของปัญหาฝุ่นควันแม้จะเผชิญสถานการณ์สู้รบอยู่ การประชุมอย่างเป็นทางการครั้งแรกเกิดขึ้นที่เชียงราย เพื่อหารือแนวทางการทำงานร่วมกัน
สภาลมหายใจลุ่มน้ำโขงมุ่งเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้และข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เช่น การใช้ดาวเทียมติดตามทิศทางลม ข้อมูล PM2.5 และการเกิดจุดความร้อน รวมถึงการใช้แอป "ตามรอยเผา" ที่พัฒนาโดย ม.เกษตรฯ เพื่อระบุรอยไหม้ถาวรบนพื้นดิน ซึ่งแตกต่างจากการหา Hotspot เพียงอย่างเดียว ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในการป้องกันและหาผู้กระทำผิด นอกจากนี้ ยังมีการทำงานภาคสนาม เช่น การสร้างแนวกันไฟ 2 แผ่นดินระหว่างไทย-ลาว และไทย-กะเหรี่ยงในเมียนมา
เป้าหมายสำคัญคือการสร้างความร่วมมือระดับท้องถิ่น โดยให้เมืองต่างๆ ที่อยู่ในลุ่มอากาศเดียวกันจับคู่เป็น "เมืองพี่เมืองน้อง" เช่น เชียงตุง-แม่สายเชียงราย เพื่อแบ่งปันข้อมูลและวิธีการจัดการปัญหาการเผาที่ได้ผล โดยเฉพาะจากกรณีศึกษาของจีนตอนใต้ (ยูนนาน) ที่ลดการเผาได้ดีขึ้นเรื่อยๆ การทำงานเน้นการใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์และมิตรภาพระหว่างประชาชนในพื้นที่ ไม่ใช่แค่การสื่อสารระหว่างรัฐบาลกลาง เพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและพัฒนาแนวทางปฏิบัติร่วมกัน
ในระยะยาว ข้อมูลและหลักฐานที่รวบรวมได้จากการทำงานของสภาฯ เช่น ข้อมูลจากดาวเทียมและการลงพื้นที่ตรวจสอบ อาจนำไปสู่การดำเนินคดีตาม พ.ร.บ. อากาศสะอาดของไทย สำหรับความเสียหายที่เกิดจากมลพิษข้ามพรมแดน โดยจะมีการบันทึกพยานหลักฐานจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้านอย่างเป็นระบบ ซึ่งคาดว่าจะช่วยผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและสร้างมาตรฐานร่วมกันในการผลิตสินค้าเกษตรที่ "ปลอด PM2.5" สภาลมหายใจลุ่มน้ำโขงจึงถือเป็น "สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง" ที่มีแนวโน้มจะนำไปสู่ความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นทั้งในระดับประชาชนและภาครัฐในอนาคต.
