The Leader Insight Nature Positive ก้าวต่อไปของเศรษฐกิจ
The Leader Insight Nature Positive ก้าวต่อไปของเศรษฐกิจ
https://www.youtube.com/watch?v=yrX2TjFAq94a
วันพฤหัสบดีที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๖๙ เวลา ๐๙.๓๐-๑๐.๓๐ น. รายการ The Leader Insight Nature Positive ก้าวต่อไปของเศรษฐกิจ โดย วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สภาลมหายใจกรุงเทพ
ดำเนินรายการโดย จิระ ห้องสำเริง ฟังทางวิทยุ ร.ด.F.M.๙๖.๐ และ ออนไลน์ที่ www.zaabnews.com
Facebook @zaabnewsRadio
Youtube: www.youtube.com/@LeaderView
ชมย้อนหลังที่ www.leaderview.co
บทสรุป
"Nature Positive" แนวคิดเศรษฐกิจใหม่ที่โลกกำลังให้ความสำคัญ จะก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้นในระบบเศรษฐกิจโลก โดยแตกต่างจากแนวคิดการอนุรักษ์แบบดั้งเดิมที่มักถูกมองว่าต่อต้านการพัฒนา Nature Positive คือการฟื้นฟูระบบนิเวศ ไม่ใช่แค่บำรุงรักษาหรือปล่อยทิ้งไว้ ซึ่งผู้นำ G7 ได้หารือและสหประชาชาติยอมรับมาใช้แล้ว
สถานการณ์โลกปัจจุบัน เช่น เหตุการณ์ช่องแคบฮอร์มุซที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ทำให้หลายประเทศตระหนักว่าปัญหาไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ นำไปสู่การหันมาให้ความสำคัญกับ Nature Positive มากขึ้น การประชุมเศรษฐกิจโลกที่ดาวอสตั้งแต่ปี 2020 ยืนยันว่าเศรษฐกิจโลกพึ่งพาระบบนิเวศธรรมชาติมากกว่า 50% และตัวเลขล่าสุดจาก Pricewaterhouse พบว่าการพึ่งพานี้สูงถึงอย่างน้อย 61% นั่นหมายความว่าไม่ว่าธุรกิจจะเก่งกาจเพียงใด หากระบบนิเวศไม่เอื้ออำนวย ธุรกิจก็ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้อย่างเต็มที่
อุตสาหกรรมหลัก 3 ประเภทที่พึ่งพาธรรมชาติสูงที่สุดคือ เกษตรกรรม อาหารและเครื่องดื่ม และการก่อสร้าง นอกจากนี้ระบบการเงินโลกก็เริ่มยอมรับว่าไม่สามารถอยู่รอดได้หากระบบนิเวศล่มสลาย ทำให้เกิดการผลักดันให้บริษัทต่างๆ โดยเฉพาะในประเทศที่ตื่นตัว เช่น อังกฤษและออสเตรเลีย เริ่มรายงานข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทางธรรมชาติหรือระบบนิเวศ (TNFD) ซึ่งรวมถึงความหลากหลายทางชีวภาพ ทรัพยากรน้ำ และการเปิดเผยค่าใช้จ่ายในการคุ้มครองและฟื้นฟูธรรมชาติ ไม่ใช่เพียงแค่กิจกรรมเชิงสัญลักษณ์
สำหรับประเทศไทย การพิจารณาร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับตัว แม้ในระยะสั้นอาจมองว่าลดความสามารถในการแข่งขัน แต่ในระยะยาว การให้ความสำคัญกับ Nature Positive คือกุญแจสำคัญในการสร้างความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืน เพราะสถานการณ์จริงของโลกจะเป็นตัวเร่งให้ทุกภาคส่วนต้องหันกลับมาให้ความสำคัญกับธรรมชาติอย่างแท้จริง มิใช่แค่คำพูดหรือข้อตกลงที่ผ่านมา

