ปิดเวทีประชุม”ฝุ่นพิษ”ข้อมูลพร้อมรัฐบาลใหม่แก้ได้ทันที

ปิดฉากเวทีประชุมฝุ่น PM 2.5 ชง 8 ข้อเสนอสร้างกลไกทำงานข้ามหน่วยงาน ทั้งการจัดการไฟป่า ปฏิรูประบบการเกษตร และความร่วมมือข้ามพรมแดนเสนอ"สูตรทำงาน183"นำผลประชุมส่งขรก.ประจำนำส่งรมต.ทันที หลังตั้งรัฐบาลใหม่ 7 พรรคเห็นด้วยประเทศไทย ต้องมีพ.ร.บ.อากาศสะอาด
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 21 ม.ค. 2569 ที่อิมแพค ฟอรั่ม เมืองทองธานี ในพิธีปิดการประชุมระดับชาติเรื่อง มลพิษทางอากาศ PM2.5 ครั้งที่ 2 (2nd Thailand National PM2.5 Forum) จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย ภายในงานมีการเสวนาฝุ่นควัน “รัฐบาลใหม่ กับ พ.ร.บ.อากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ” โดยมีผู้แทนจากพรรคการเมือง 7 พรรค มาร่วมแสดงวิสัยทัศน์ ได้แก่ พรรคประชาชน ,เพื่อไทย ,ภูมิใจไทย, ประชาธิปัตย์, ไทยก้าวใหม่, พลังประชารัฐ, และ รวมไทยสร้างชาติโดยทุกพรรคพร้อมสนับสนุนและให้ความสำคัญร่วมผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด ให้มีผลบังคับใช้
นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพฯ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายร่วมกันในการ “เปลี่ยนระบบ เชื่อมข้อมูล และขับเคลื่อนอากาศสะอาดอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน” โดยภาคีเครือข่าย 27 องค์กร ได้นำข้อเสนอการแก้ปัญหา ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ผ่านนายเผด็จ ลายทอง รองปลัดกระทรวงฯในฐานะข้าราชการประจำ เพื่อเร่งรัดนำร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม และการจัดการมลพิษที่ค้างอยู่ในกระบวนการรัฐสภาเสนอต่อรัฐมนตรี เพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีและยื่นต่อรัฐสภาชุดใหม่ เพื่อยืนยันนโยบายในการฟื้นฟูร่างกฎหมายสำคัญ เช่น กฎหมายว่าด้วยการรายงานการเคลื่อนย้ายมลพิษ ให้กลับมาขับเคลื่อนต่อได้ทันที ตลอดจนพ.ร.บ.อากาศสะอาด ต้องไม่เป็นเพียงนโยบายในฤดูเลือกตั้ง แต่ต้องเป็นพันธกิจของรัฐบาลและรัฐสภาในทุกวัน เพื่อคุ้มครองสิทธิพื้นฐานของประชาชนในการมีอากาศที่สะอาดอย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังเห็นพ้องร่วมกันประกาศข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการสำคัญ 8 ประการ ดังนี้
ADVERTISEMENT
1.เปลี่ยนการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 จากการรับมือวิกฤตเฉพาะหน้า สู่การจัดการเชิงระบบตั้งแต่ต้น กลางทาง และปลายทาง ทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน
ADVERTISEMENT
2.ยกระดับ “ข้อมูล” เพื่อบูรณาการและใช้ประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพ ปรับใช้ข้อมูลจากรายงานย้อนหลังสู่การคาดการณ์ ป้องกัน และจัดการปัญหาตั้งแต่ต้นทาง โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงต่อการเผาในภาคเกษตรและป่าไม้
3.สร้างกลไกการทำงานข้ามหน่วยงาน พร้อมระบบติดตามและประเมินผลที่ชัดเจนโปร่งใส เพื่อสะท้อนผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง
4.กระจายอำนาจการจัดการไฟป่าและฝุ่น โดยกำหนดบทบาทและความรับผิดชอบร่วมกันของรัฐ ท้องถิ่น ภาควิชาการ และภาคเอกชน โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่การผลิต ต้องรับผิดชอบผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม
5.ปฏิรูประบบการเกษตรและการจัดการไฟ เพื่อลดการพึ่งพาการเผา ส่งเสริมเทคโนโลยีทางเลือก การจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร และมาตรการทางเศรษฐกิจช่วยเกษตรกรไม่ต้องเผาพร้อมแยกประเภทของไฟ เพื่อการจัดการที่เหมาะสมและเป็นธรรม
6.ยกระดับมาตรฐานคุณภาพอากาศและการคุ้มครองสุขภาพประชาชน พร้อมผลักดันให้ “ห้องปลอดฝุ่น” เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะในศูนย์เด็กเล็ก โรงเรียน และอาคารสาธารณะ
7. เสริมความโปร่งใสและการมีส่วนร่วม ผ่านระบบข้อมูลเปิดและการเข้าถึงของประชาชน โดยพัฒนาระบบข้อมูลเปิด (Open Data) ที่จำเป็นต่อการแก้ไขมลพิษอากาศ อาทิ ข้อมูลฝุ่น มลพิษ งบประมาณ และผลการดำเนินงาน เพื่อทุกภาคส่วนสามารถเข้าถึง ตรวจสอบ และร่วมประเมินประสิทธิภาพนโยบายได้อย่างต่อเนื่อง
8.ขับเคลื่อนความร่วมมือข้ามพรมแดน ด้วยข้อมูลที่เท่าเทียม โปร่งใส เข้าถึงได้ พร้อมมาตรการด้านเศรษฐศาสตร์ กฎหมาย สังคม และสิ่งแวดล้อมที่คำนึงถึงวิถีชีวิตของประชาชนทุกพื้นที่ ให้เกิดความยั่งยืนและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
“ในส่วนของแผนการดำเนินงาน เครือข่ายได้นำเสนอสูตรการทำงาน “1-8-3″ โดยใช้เวลา 1 เดือนหลังจบฤดูกาลฝุ่น เพื่อถอดบทเรียนร่วมกันระหว่างภาครัฐและประชาชน จากนั้นจะใช้เวลาอีก 8 เดือนในการเตรียมความพร้อม พัฒนาข้อมูล และวางระบบป้องกันโดยไม่หยุดพัก เพื่อให้ในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีซึ่งเป็นช่วงวิกฤตฝุ่น ประชาชนจะสามารถเข้าถึงระบบป้องกันตนเอง และมีการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งแนวทางนี้มุ่งเน้นการใช้ข้อมูลเพื่อเปลี่ยนระบบการทำงานให้เป็นรูปธรรมและตอบโจทย์ปัญหาในระยะยาวอย่างแท้จริง”นายวีระศักดิ์ กล่าว
... สามารถติดตามต่อได้ที่ : https://www.dailynews.co.th/news/5522686/

