ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ www.weerasak.org

เว็บไซต์วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ www.weerasak.org
มีความมุ่งมั่นเเละตั้งใจในการเผยแพร่เรื่องราวความรู้ความเข้าใจในการสร้างสรรค์สังคมด้วย การพัฒนาด้านเศรษฐกิจสังคมกฎหมายและการปกครอง เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนเพื่อลูกหลานรุ่นต่อ ๆ ไป
มองโลก มองความยั่งยืน
จบปริญญาโท กฎหมายสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด อดีตสมาชิกในบ้านพิษณุโลกมาตั้งแต่รัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ มีประสบการณ์พัฒนานโยบายสาธารณะมาต่อเนื่อง เป็นนักกฎหมายที่เชื่อมั่นในการพัฒนาที่ยั่งยืน
วีระศักดิ์ โควสุรัตน์
ผู้ที่มีความมุ่งมั่นเเละมีอุดมการณ์ในการสร้างสรรค์สังคมที่มีความเท่าเทียม การพัฒนาประเทศไทยให้มีความทันสมัย เจริญเติบโตควบคู่ไปกับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อลูกหลานรุ่นต่อ ๆ ไป

ร่วมเวทีเสวนาเล็กๆ ที่ สำนักงานสมาคมนักเรียนเก่า MIT

1 ธค 2568 ผมได้รับเชิญไปร่วมเวทีเสวนาเล็กๆที่สำนักงานสมาคมนักเรียนเก่า MIT ที่ถนนสาธร จัดร่วมกับสถานทูตญี่ปุ่น และสมาคมนักเรียนเก่าฮาร์วารด์ จัดการสนทนาเเลกเปลี่ยนความรู้เรื่อง การออกแบบเพื่อรับมือกับภัยพิบัติ โดยมีศาสตราจารย์ มิโฮ จากมหาวิทยาลัย MIT เป็นวิทยากรหลัก พร้อมเปิดตัวหนังสือ "Design Before Disaster" รายได้จากการจำหน่ายมอบให้มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย

สาระการสนทนาแลกเปลี่ยนชี้ให้เห็นว่า การออกแบบสถานที่ ออกแบบพื้นที่สาธารณะโดยคำนึงถึงภัยพิบัติต่างๆของพื้นที่นั้นๆจะยังประโยชน์ที่คุ้มค่ายิ่ง เมื่อได้ถูกใช้ในห้วงเวลาวิกฤต

ออกแบบเมืองให้รอด: ถอดบทเรียนจากญี่ปุ่นเพื่อรับมือภัยพิบัติครั้งต่อไป

เมื่อพูดถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติ เรามักรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว ใหญ่เกินควบคุม หรือเป็นเรื่องของโชคชะตาที่ต้องรอให้ภาครัฐเข้ามาจัดการ แต่ในอีกมุมหนึ่งของโลก มีแนวทางที่แตกต่างออกไป ที่มองว่าการเตรียมพร้อมไม่ใช่แค่การ "ตั้งรับ" แต่คือการ "ออกแบบ" ความปลอดภัยให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน วัฒนธรรมการป้องกันภัย หรือที่เรียกว่า "โบไซ" (Bosai - ซึ่งหมายถึงการป้องกันภัยพิบัติ) ของประเทศญี่ปุ่น คือหัวใจของแนวคิดนี้

Associate Professor Miho Mazereeuw สถาปนิกและผู้อำนวยการ Urban Risk Lab แห่งสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ได้อุทิศชีวิตการทำงานเพื่อศึกษาแนวคิดนี้ แรงผลักดันของเธอเริ่มต้นขึ้นจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่เมืองโกเบในปี 1995 ซึ่งเป็นเมืองที่ครอบครัวของเธออาศัยอยู่ และที่ทำงานของพ่อเธอก็ถูกทำลายลงในครั้งนั้น เหตุการณ์ดังกล่าวได้จุดประกายให้เธอค้นคว้าว่าจะทำอย่างไรให้เราสามารถออกแบบและวางผังเมืองให้พร้อมรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้ดีกว่าเดิม

บทความนี้จะพาไปสำรวจ 3 แนวคิดอันน่าทึ่งจากการศึกษาของเธอ ซึ่งจะเปลี่ยนมุมมองของเราไปตลอดกาล และทำให้เห็นว่าการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติไม่ใช่เรื่องของการรอคอย แต่คือการลงมือ "ออกแบบ" เพื่อความปลอดภัยตั้งแต่ต้น

1. สวนสาธารณะที่คุณพักผ่อน อาจเป็นศูนย์บัญชาการฉุกเฉินที่ซ่อนอยู่ในชีวิตประจำวัน (แนวคิด "Dual-Use")

หัวใจสำคัญของวัฒนธรรมโบไซคือแนวคิด "Dual-Use" หรือการออกแบบพื้นที่และสิ่งของในชีวิตประจำวันให้มีฟังก์ชันสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินซ้อนอยู่ เป็นการผสานการเตรียมความพร้อมเข้ากับชีวิตประจำวันได้อย่างแนบเนียนและชาญฉลาด แทนที่จะสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับภัยพิบัติที่ถูกทิ้งร้างในยามปกติ ญี่ปุ่นเลือกที่จะทำให้ทุกอย่างมีประโยชน์สองด้าน

ลองจินตนาการว่าคุณกำลังเดินเล่นอยู่ในสวนสาธารณะแห่งหนึ่งในโอซาก้า ม้านั่งที่คุณนั่งพักไม่ได้เป็นเพียงที่นั่ง แต่ส่วนประกอบของมันสามารถถอดและประกอบใหม่ให้กลายเป็นเตาสำหรับทำอาหารได้ในยามฉุกเฉิน พื้นดินใต้เท้าของคุณไม่ได้ถูกปรับระดับเพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่ภูมิประเทศถูกออกแบบมาเพื่อใช้กำบังลมโดยเฉพาะ นี่คือปรัชญา "Dual-Use" ที่กำลังทำงานอยู่

หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่สวนอัจฉริยะเพียงแห่งเดียว แต่อยู่ที่การสร้าง "เครือข่าย" (network) ที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ สวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่สุดจะถูกกำหนดให้เป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์สำหรับกระจายความช่วยเหลือและสิ่งของจำเป็น ในขณะที่สวนขนาดเล็กที่กระจายตัวอยู่ตามชุมชนจะทำหน้าที่เป็นพื้นที่อพยพเบื้องต้น ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม เช่น สนามกีฬาในเฮียวโงะที่ชั้นใต้ดินเป็นคลังเก็บผ้าห่ม ข้าวสาร และห้องน้ำเคลื่อนที่ หรือห้องน้ำสาธารณะที่สามารถขยายพื้นที่ใช้งานได้ถึงสามเท่าด้วยการตั้งเต็นท์เพิ่มเติม แนวคิดนี้ทำให้การเตรียมความพร้อมเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ จับต้องได้ และเป็นส่วนหนึ่งของสภาพแวดล้อมที่ผู้คนคุ้นเคย ไม่ใช่แค่คู่มือหรือการซ้อมหนีไฟที่น่าเบื่ออีกต่อไป

2. แผนฟื้นฟูที่ดีที่สุด คือแผนที่สร้างขึ้น "ก่อน" ภัยพิบัติจะมาถึง

หนึ่งในบทเรียนที่สำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนวิธีคิดจากการวางแผนเชิงรับ (Reactive) มาเป็นการวางแผนเชิงรุก (Proactive) แทนที่จะรอให้ภัยพิบัติเกิดขึ้นแล้วค่อยมาตัดสินใจท่ามกลางความโกลาหลและสูญเสีย ญี่ปุ่นเรียนรู้ที่จะวางแผนการฟื้นฟูเมืองไว้ล่วงหน้า Miho Mazereeuw ตั้งคำถามที่ทรงพลังถึงประเด็นนี้ว่า:

"ทำไมเราต้องรอตัดสินใจเรื่องสำคัญที่สุด...ในยามที่ชีวิตผู้คนสูญสลายและทุกอย่างพังทลายลง? ทำไมเราไม่เริ่มคิดถึงเรื่องเหล่านี้กันตั้งแต่เนิ่นๆ?"

แนวคิดนี้คือการเปลี่ยนจากการ "รับมือ" (Response) มาเป็นการ "เตรียมพร้อม" (Preparedness) อย่างแท้จริง Urban Risk Lab ได้พัฒนาเครื่องมือที่เป็นรูปธรรมเพื่อสนับสนุนแนวคิดนี้ คือ "Housing Recovery Toolkit" ซึ่งเป็นเครื่องมือออนไลน์ที่ช่วยให้หน่วยงานท้องถิ่น องค์กรชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถวางแผนการสร้างเมืองขึ้นมาใหม่ในอุดมคติได้ล่วงหน้า โดยสามารถทำได้ตามความสะดวกและปรับปรุงแผนได้ตลอดเวลา ไม่ต้องรอให้ภัยพิบัติเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยเริ่มคิด

3. การเตรียมพร้อมไม่ใช่เรื่องของคนคนเดียว แต่เป็น "วัฒนธรรม" แห่งความร่วมมือ

เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่โกเบในปี 1995 ถือเป็น "จุดเปลี่ยน" ครั้งสำคัญที่ทำให้ญี่ปุ่นตระหนักว่าการจัดการภัยพิบัติไม่ใช่หน้าที่ของภาครัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันจากประชาชนทุกคน การเปลี่ยนแปลงครั้งนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่แนวคิด แต่ยังก่อให้เกิดกลุ่มชุมชนใหม่ๆ ที่เข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจังในกระบวนการฟื้นฟู และทำให้การฟื้นฟูเมืองแข็งแกร่งกว่าเดิม

คุณพ่อของ Miho Mazereeuw ซึ่งเป็นวิศวกรที่ใช้ชีวิตอยู่บนเรือมาหลายปี ได้ให้คำเปรียบเทียบที่ทรงพลังว่า การเตรียมพร้อมก็เหมือนกับการอยู่บนเรือ ที่ลูกเรือทุกคนต้องผ่านการฝึกฝน ไม่ใช่แค่กัปตันเพียงคนเดียวฉันใด ชุมชนก็ต้องเป็นฉันนั้น

วัฒนธรรมแห่งความร่วมมือนี้ฝังรากลึกอยู่ในเรื่องที่เรียบง่ายแต่ได้ผลจริง เช่น ประเพณีการสร้างสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนบ้านสองหลังที่อยู่ติดกัน และบ้านที่อยู่ตรงข้ามอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถช่วยเหลือกันได้อย่างทันท่วงทีในยามฉุกเฉิน

นอกจากนี้ ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเกิดจากการทลายกำแพงระหว่างสายอาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่าง "สถาปนิกและนักผังเมือง" กับ "ผู้จัดการเหตุฉุกเฉิน" ซึ่งโดยปกติมักจะทำงานแยกส่วนกัน แต่เมื่อทั้งสองฝ่ายนำความเชี่ยวชาญมาผนึกกำลังกันใน "ทุกระยะของวงจรภัยพิบัติ" (disaster cycle) ตั้งแต่การเตรียมพร้อม การรับมือ การฟื้นฟู ไปจนถึงการลดความเสี่ยง ผลลัพธ์ที่ได้คือโครงการที่ทั้งสวยงาม ใช้งานได้ดีในชีวิตประจำวัน และมีประสิทธิภาพสูงสุดในยามเกิดภัยพิบัติ

บทสรุปส่งท้าย

บทเรียนจากญี่ปุ่นสอนเราว่า การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติไม่ใช่ปัญหาด้านการจัดการเพียงอย่างเดียว แต่เป็น "โจทย์ด้านการออกแบบ" (Design Problem) ที่เราทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ ตั้งแต่การออกแบบพื้นที่สาธารณะ สิ่งของในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงการออกแบบความสัมพันธ์ในชุมชน จากการฝังฟังก์ชันฉุกเฉินไว้ในพื้นที่สาธารณะ การออกแบบแผนฟื้นฟูเชิงรุก ไปจนถึงการสร้างวัฒนธรรมที่พลเมืองทุกคนคือผู้รับมือด่านแรก โมเดลจากญี่ปุ่นได้พิสูจน์ให้เห็นว่าความปลอดภัยไม่ใช่สิ่งที่ต้องมาคิดทีหลัง แต่เป็นองค์ประกอบพื้นฐานของการออกแบบตั้งแต่แรกเริ่ม

ลองมองไปรอบๆ ชุมชนของคุณ มีพื้นที่หรือสิ่งของอะไรบ้างที่ซ่อนศักยภาพแบบ "Dual-Use" เอาไว้? และเราจะเริ่มต้น "ออกแบบ" ชุมชนของเราเพื่อรับมือภัยพิบัติครั้งต่อไป...ก่อนที่มันจะมาถึงได้อย่างไร?