ปาฐกถาพิเศษ The Path Forward: ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาลอย่างยั่งยืน

"ผู้ตรวจการแผ่นดิน" จัดสัมมนาใหญ่ ผสานเทคโนโลยียกระดับการตรวจสอบรัฐยุคใหม่ มอบความเป็นธรรมแก่ประชาชน 23 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องอัศวิน แกรนด์ C ชั้น 4 โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน (Ombudsman) จัดการประชุมสัมมนาวิชาการประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “The Next Chapter: กลไกการตรวจสอบหน้าที่ของรัฐ กุญแจสู่การสร้างธรรมาภิบาลอย่างยั่งยืน” โดยมีคณะผู้บริหาร ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ องค์กรอิสระ หน่วยงานภาคี นักวิชาการ และเจ้าหน้าที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เข้าร่วมกว่า 300 คน
ก่อนปิดการเสวนา นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์)ได้มาปาฐกถาพิเศษในประเด็น The Path Forward : ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาลอย่างยั่งยืน โดยนายวีระศักดิ์ได้ให้แนวคิดว่า งานของรัฐนับแต่นี้ ระบบดิจิทัลจะมีบทบาทมาก และจะมากกว่าระบบบุคลากรต่อไปด้วย การออกแบบระบบธรรมาภิบาลจึงต้องครอบคลุมไปให้ถึงระบบดิจิทัลให้ได้ เเละเมื่อระบบดิจิทัลภาครัฐทำงานเต็มรูป การตัดสินใจใดๆก็จะเป็นไปตามธรรมาภิบาลของข้อมูล เปิดให้เห็นผู้ได้รับประโยชน์และผู้รับผลกระทบล่วงหน้าได้ มีข้อเสนอและทางออกในการเยียวยาหรือลดผลกระทบที่ไม่จำเป็นได้ดีขึ้น ตรงกลุ่มขึ้น ในอนาคตอันใกล้ รัฐควรมีระบบผู้ครองตำแหน่งจากระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ ไว้สำหรับแสดงล่วงหน้า ว่า ถ้าเอไอเป็นผู้แนะนำอธิบดี ผู้ว่าราชการ นายอำเภอ เอไอจะแนะนำทุกวันอย่างเปิดเผยให้ประชาชนอ่านได้ ว่าถ้าเอไอเป็นผู้ดำรงตำแหน่งนั้นๆของพื้นที่นั้นๆ เอไอจะทำอะไร กับใครเพื่อเตรียมรับสิ่งใดที่จะเกิดในเวลาต่อมาทั้งระยะสั้น ปานกลางหรือแม้แต่ระยะยาว ส่วนการตัดสินใจจะทำตามนั้นหรือไม่อย่างไร ยังเป็นของตัวมนุษย์ที่ครองตำแหน่งนั้น ซึ่งจะมีภารกิจร่วมกับภาคประชาสังคมในการตอบหรือแม้แต่สอนเอไอ ให้แม่นยำมากขึ้น เพราะเอไอเป็นระบบอัลกอริธึมที่ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้เชิงระบบอยู่แล้ว ข้อดีคือเอไอไม่ลืม ไม่ข้ามรายละเอียด ไม่มีการเมืองเชิงอารมณ์ ไม่มีการหยุดพัก ไม่มีการเสียหน้า แต่เอไอจะเรียนรู้ใหม่ไม่หยุด
ทางด้านนายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ขึ้นกล่าวว่า สำนักงานฯ ได้ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การทำงานจากการรอรับเรื่องร้องเรียน มาเป็นการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐเชิงรุก โดยให้ความสำคัญกับการป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้น ส่งเสริมการบริหารงานที่ดี ลดความเหลื่อมล้ำ และทำหน้าที่เป็นคนกลางในการประสานความเข้าใจระหว่างประชาชนกับหน่วยงานของรัฐรวมถึงการใช้อำนาจตามกฎหมายในการหยิบยกเรื่องขึ้นพิจารณาตรวจสอบได้เอง โดยไม่มีผู้ร้องเรียนหากเป็นกรณีเร่งด่วน ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง หรือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อเสนอแนะแนวทางแก้ไขที่ต้นเหตุและผลักดันการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบครอบคลุมทุกมิติ
ตลอดปี 2568 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ขับเคลื่อนการทำงานตามแนวทางดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งเชิงรุกเพื่อเยียวยาความเดือดร้อนของประชาชน ลงพื้นที่ให้เข้าถึงประชาชนมากที่สุด พัฒนาช่องทางรับเรื่องร้องเรียนให้ทันสมัยทั่วถึง และประหยัดที่สุด สอบสวนเชิงระบบเพื่อแก้ไขปัญหาภาพรวมที่ต้นเหตุ การตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐตามรัฐธรรมนูญ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อการเข้าถึงประชาชน เพื่อยกระดับการสร้างความเป็นธรรมให้แก่ประชาชน พร้อมทั้งวางรากฐานการทำงานที่มุ่งเน้นการป้องกันปัญหา การใช้ข้อมูลและองค์ความรู้ประกอบการตรวจสอบ การบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน อันเป็นฐานสำคัญในการกำหนด Roadmap ในการดำเนินงานระยะต่อไป 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ การใช้ข้อมูลเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อจำแนกและคาดการณ์ปัญหาเรื่องร้องเรียน การยกระดับการตรวจสอบหน้าที่ของรัฐ ทั้งด้านความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล สิทธิ์การเข้าถึงสวัสดิการแห่งรัฐ และความมั่นคงทางสิ่งแวดล้อม และการขยายเครือข่ายที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง เปลี่ยนจากผู้ฟังเป็น“ผู้อำนวยความยุติธรรมชุมชน” เพื่อให้ภาคประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่สามารถส่งต่อข้อมูล ประสานงาน และร่วมแก้ไขปัญหากับผู้ตรวจการแผ่นดินได้อย่างต่อเนื่อง




