The Leader Insight เปรียบเทียบมาตรการรับมือน้ำมันแพงทั่วโลก

ที่มา https://youtu.be/YudbV03kvWw
รายการ The Leader Insight เปรียบเทียบมาตรการรับมือน้ำมันแพงทั่วโลก โดย วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพ วันพฤหัสบดีที่ ๒ เมษายน ๒๕๖๙ เวลา ๐๙.๓๐-๑๐.๓๐ น. ดำเนินรายการโดย จิระ ห้องสำเริง ฟังทางวิทยุ ร.ด.F.M.๙๖.๐ และ ออนไลน์ที่ www.zaabnews.com
Facebook @zaabnewsRadio
Youtube: www.youtube.com/@LeaderView />ชมย้อนหลังที่ www.SmeMedia.Com
ที่มา https://youtu.be/YudbV03kvWw
.
วิกฤตพลังงานจากราคาเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประเด็นสำคัญที่นานาประเทศกำลังเผชิญหน้าและหามาตรการรับมือ
ประเทศไทย: เปลี่ยนจากนโยบายอุดหนุนพลังงานแบบเหมาเข่ง (Universal Subsidy) ไปสู่การช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า (Targeted Subsidy) เพื่อรักษาสภาพคลังของประเทศ มาตรการที่ดำเนินการได้แก่:
- ตรึงราคาน้ำมันดีเซล: แม้จะทำให้กองทุนติดลบ
- ช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการ: เติมเงินให้กลุ่มคน 10% ล่างสุดของสังคม (คล้ายไอร์แลนด์และเกาหลีใต้) เพื่อคงกำลังซื้อ
- รณรงค์ Work from Home: เพื่อลดอุปสงค์การใช้น้ำมัน (คล้ายฟิลิปปินส์)
- ชดเชยต้นทุนผู้ประกอบการ: เช่น กลุ่มโลจิสติกส์ รถบรรทุก และประมง รวมถึงการปรับค่า K ให้ผู้รับเหมาเพื่อไม่ให้งานชะงัก
- สนับสนุนวินมอเตอร์ไซค์และธงเขียว: สำหรับภาคเกษตรและประมงเพื่อใช้น้ำมัน B20
- การปรับโครงสร้างระยะยาว: เพื่อรองรับสถานการณ์ในอนาคต
มาตรการจากนานาชาติ:
- อาเซียน: ส่วนใหญ่ปรับจากการตรึงราคาถ้วนหน้าเป็นการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเช่นกัน
- มาเลเซีย: ยังคงอุดหนุนราคาน้ำมันถ้วนหน้า แต่เริ่มส่งสัญญาณปรับเป็นการอุดหนุนเฉพาะกลุ่ม
- อินโดนีเซีย: เน้นกระจายแหล่งนำเข้าพลังงานและส่งเสริมไบโอดีเซล โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรม
- ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์:
- อัดฉีดเงินสด: โดยไม่เน้นอุดหนุนราคาน้ำมันโดยตรง
- ผ่อนปรนกฎระเบียบ: เพื่อความคล่องตัวในการจัดหาพลังงาน
- Tax Credit: นิวซีแลนด์ให้ In-Work Tax Credit แก่ครอบครัวทำงาน ส่วนออสเตรเลียเน้นให้ Tax Credit แก่อุตสาหกรรมหลักเช่น เหมืองแร่และเกษตรกรรม และสนับสนุนการใช้รถ EV ในภาคธุรกิจ
- ยุโรป: ประกาศ "Clean Industrial Deal" แปรวิกฤตเป็นโอกาสสู่พลังงานสะอาด ร่วมมือกันหาแหล่งน้ำมันและตั้งกองทุนสนับสนุนผู้ประกอบการที่เปลี่ยนผ่านจากเชื้อเพลิงฟอสซิลสู่พลังงานหมุนเวียน
- APEC: แบ่งปันแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) ใช้ AI ในการจัดการพลังงานเพื่อลดต้นทุน และให้ความช่วยเหลือทางการเงินเพื่อปฏิรูปโครงสร้างพลังงานให้ธุรกิจขนาดเล็กเข้าถึงแหล่งเงินทุน
- แคนาดา:
- ลดภาษีและค่าธรรมเนียมน้ำมัน: เป็นการชั่วคราว
- ยกเลิกภาษีคาร์บอนผู้บริโภค: ชั่วคราว
- อนุมัติงบประมาณ 500 ล้านเหรียญ: ช่วยธุรกิจจัดการต้นทุน โดยเฉพาะ Food Supply Chain
- รัฐอัลเบอร์ตา: ลดภาษีน้ำมันแบบยืดหยุ่นหากราคาน้ำมันดิบโลกสูงเกิน 80-90 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล
- กองทุนสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านจากฟอสซิล: สำหรับภาคอุตสาหกรรม
- แอฟริกาใต้:
- ปรับกลไกราคาเดือนละครั้ง: ควบคู่กับการปฏิรูปโครงสร้างภาษีและระบบราคาควบคุม
- ระงับการจัดเก็บภาษีน้ำมันทั่วไป: และปลดล็อกกองทุนชดเชยอื่นๆ เช่น กองทุนอุบัติเหตุทางถนน เพื่อลดราคาหน้าปั๊ม
- มีการใช้การสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์
- ญี่ปุ่น:
- มาตรการฉุกเฉิน: อัดฉีดเงินอุดหนุนกว่า 8 แสนล้านเยน เพื่อให้ราคาอยู่ในเป้าหมาย 170 เยน/ลิตร
- ปล่อยน้ำมันสำรองยุทธศาสตร์: 8.5 ล้านกิโลลิตรจาก 11 คลัง
- ยกเลิกภาษีน้ำมันและภาษีสรรพสามิตส่วนเพิ่ม (Tax Surcharge) ชั่วคราว: สำหรับดีเซล
- เกาหลีใต้:
- ใช้เพดานราคาเป็นครั้งแรกใน 30 ปี: เพื่อควบคุมราคาน้ำมันทั่วประเทศ
- ขยายเวลาและเพิ่มการลดภาษีน้ำมัน: จาก 7% เป็น 15% สำหรับเบนซิน และจาก 10% เป็น 25% สำหรับดีเซล เพื่อช่วยภาคขนส่งและ SME
- จีน:
- กลไกราคาควบคุมและแทรกแซงพิเศษ: โดยจำกัดการขึ้นราคาเพียงครึ่งเดียวของราคาตลาดโลก
- เพิ่มกำลังการผลิต: สั่งโรงกลั่นเร่งกลั่นน้ำมัน
- รัสเซีย:
- อุดหนุนราคาน้ำมันเบนซินในประเทศ: เป็นเวลา 4 เดือน โดยใช้กำไรจากการส่งออกต่างประเทศ
- แบนการส่งออกเบนซิน: ตั้งแต่ 1 เมษายน เพื่อรักษาน้ำมันไว้ใช้ในประเทศ
- แทรกแซงผ่านกลไกภาษี: เพื่อดึงกำไรจากการส่งออกมาชดเชยโรงกลั่นในประเทศ
โดยสรุป รัฐบาลทั่วโลกกำลังหาวิธีรับมือวิกฤตพลังงานอย่างจริงจัง ซึ่งรวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมาย และการบริหารจัดการกลไกตลาดและภาษี เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจ สิ่งสำคัญคือมาตรการที่ชัดเจน เป็นจริง และมุ่งเป้า มากกว่าคำปลอบใจ
.
