ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ www.weerasak.org

เว็บไซต์วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ www.weerasak.org
มีความมุ่งมั่นเเละตั้งใจในการเผยแพร่เรื่องราวความรู้ความเข้าใจในการสร้างสรรค์สังคมด้วย การพัฒนาด้านเศรษฐกิจสังคมกฎหมายและการปกครอง เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนเพื่อลูกหลานรุ่นต่อ ๆ ไป
มองโลก มองความยั่งยืน
จบปริญญาโท กฎหมายสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด อดีตสมาชิกในบ้านพิษณุโลกมาตั้งแต่รัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ มีประสบการณ์พัฒนานโยบายสาธารณะมาต่อเนื่อง เป็นนักกฎหมายที่เชื่อมั่นในการพัฒนาที่ยั่งยืน
วีระศักดิ์ โควสุรัตน์
ผู้ที่มีความมุ่งมั่นเเละมีอุดมการณ์ในการสร้างสรรค์สังคมที่มีความเท่าเทียม การพัฒนาประเทศไทยให้มีความทันสมัย เจริญเติบโตควบคู่ไปกับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อลูกหลานรุ่นต่อ ๆ ไป

The Leader Insight ไฟป่า ที่ยังไม่ได้ดับลงในใจผู้จุด

https://youtu.be/wT5sE9ZJghU

รายการ The Leader Insight ไฟป่า : ที่ยังไม่ได้ดับลงในใจผู้จุด โดย วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพ รายการ The Leader Insight วันพฤหัสบดีที่ ๙ เมษายน ๒๕๖๙ เวลา ๐๙.๓๐-๑๐.๓๐ น.

ดำเนินรายการโดย จิระ ห้องสำเริง

ฟังทางวิทยุ ร.ด.F.M.๙๖.๐ และ ออนไลน์ที่ www.zaabnews.com

Facebook @zaabnewsRadio

Youtube: www.youtube.com/@LeaderView />ชมย้อนหลังที่ www.SmeMedia.Com

บทสรุป

ไฟป่าในภาคเหนือยังคงรุนแรงและมีผู้เสียชีวิตจากการเข้าไปช่วยดับไฟหลายราย แม้จะมีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครจากนอกพื้นที่เข้ามาช่วย แต่ยังต้องระมัดระวังไฟป่าในภาคตะวันตก โดยเฉพาะพื้นที่ที่เข้าถึงยาก ซึ่งอาจต้องใช้อากาศยานเท่านั้น ปัญหาสำคัญคือการแก้ปัญหาที่ฐานราก ซึ่งระบบราชการยังไม่สามารถตอบสนองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากการวิจัยของ ดร. บรรทูรย์ เศรษฐีโรจน์ ชี้ว่า การไล่จับ Hotspot ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน เนื่องจากคนยังคงจุดไฟในเวลากลางคืน สาเหตุหลักของปัญหานี้คือการขาดการจัดการงบประมาณและความขัดแย้งเชิงนโยบาย ข้อมูลการวิเคราะห์ฝุ่น PM 2.5 ในเชียงใหม่ (ปี 2562) พบว่าแหล่งกำเนิดฝุ่นหลักคือไฟป่า (3,000 ตัน/ปี) รองลงมาคือฝุ่นจากยานพาหนะและเครื่องจักรกลการเกษตร (2,490 ตัน/ปี) ขณะที่การเผาเศษวัสดุทางการเกษตรมีปริมาณน้อยกว่ามาก (700 ตัน/ปี) ซึ่งแสดงว่าไฟป่าและการคมนาคมขนส่งเป็นปัญหาหลัก

ประเทศไทยมีแผนแม่บทและยุทธศาสตร์ชาติเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในทุกระดับ แต่แผนเหล่านี้ไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณที่สอดคล้องกับขนาดของปัญหา ทำให้การดำเนินการตามแผนไม่เกิดขึ้นจริง นอกจากนี้ยังมีความย้อนแย้งเชิงนโยบายในการบริหารจัดการพื้นที่ป่า 3 ประเภท ได้แก่

  1. ป่าชุมชน: มีอัตราการเกิดไฟน้อยที่สุด แต่การขยายป่าชุมชนเป็นไปอย่างเชื่องช้า เพราะงบประมาณสำหรับการประชุมเพื่อจัดตั้งป่าชุมชนมีจำกัด (ไม่เกิน 2 ครั้งต่อปี)
  2. ป่าสงวน: มีกฎระเบียบที่เข้มงวด ทำให้หมู่บ้านกว่า 872 แห่งในเขตป่าสงวนไม่สามารถเข้าถึงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เช่น แหล่งน้ำ ถนน หรือไฟฟ้าได้ง่าย เนื่องจากต้องรอการอนุมัติจากส่วนกลาง ส่งผลให้เกษตรกรไม่สามารถปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชที่สร้างมูลค่าสูงและไม่ใช้ไฟได้ จึงต้องกลับไปพึ่งพาวิธีการเกษตรแบบดั้งเดิมที่เกี่ยวข้องกับการใช้ไฟ
  3. ป่าอุทยานและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า: แม้มีกฎหมายรองรับสิทธิ์ในที่ดินของ คทช. สำหรับ 399 หมู่บ้าน แต่ขั้นตอนการพิสูจน์สิทธิ์และการจัดทำกติกาการอยู่ร่วมกับป่าที่ยุ่งยากและล่าช้า ทำให้การเปลี่ยนวิถีเกษตรเป็นไปได้ยาก

การแก้ปัญหาไฟป่าอย่างยั่งยืนจึงต้องแก้ที่ต้นเหตุ ได้แก่:

  1. ส่งเสริมและขยายป่าชุมชน: จัดสรรงบประมาณให้มีการประชุมและจัดตั้งป่าชุมชนได้บ่อยขึ้น
  2. กระจายอำนาจการอนุมัติ: โอนอำนาจการอนุมัติการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน แหล่งน้ำ และไฟฟ้า ไปยังส่วนภูมิภาคสำหรับป่าสงวนและป่าอุทยาน เพื่อสนับสนุนการเกษตรที่ไม่ต้องใช้ไฟและส่งเสริมอาชีพใหม่ให้กับคนในพื้นที่
  3. จัดสรรงบประมาณตามแผน: สำนักงบประมาณและกรรมาธิการงบประมาณต้องจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอและสอดคล้องกับแผนการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการป้องกันซึ่งใช้งบน้อยกว่าการแก้ไขเฉพาะหน้ามาก
  4. ใช้สูตร 831: เน้นการป้องกันตลอด 8 เดือนก่อนฤดูฝุ่น 3 เดือนในฤดูฝุ่นเน้นการรับมือ และ 1 เดือนหลังฤดูไฟสำหรับการประเมินและวางแผนสำหรับปีถัดไป

การแก้ปัญหาไฟป่าไม่ใช่แค่การดับไฟที่เกิดขึ้น แต่คือการ "ดับไฟในใจของผู้จุด" ด้วยการปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ และการจัดสรรงบประมาณ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่สามารถเข้าถึงปัจจัยที่จำเป็นในการประกอบอาชีพที่ยั่งยืน ไม่ต้องพึ่งพาการเผา และหลุดพ้นจากวงจรไฟป่าซ้ำซาก